
dailynews.co.th · Feb 21, 2026 · Collected from GDELT
Published: 20260221T011500Z
ก่อนเกมจัดตั้งรัฐบาลจะลงตัว ปัญหาการเลือกตั้งกลับกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนลูกแรกที่อาจเขย่าทั้งกระดานการเมือง โดยเฉพาะกรณีบัตรเลือกตั้งติด “บาร์โค้ด” และข้อครหาเรื่อง “บัตรเขย่ง” ที่จำนวนบัตรมากกว่าผู้มาใช้สิทธิในบางหน่วย ซึ่งกำลังบีบให้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน แม้ล่าสุดกกต.จะมีคำอธิบายสาเหตุบัตรเขย่งแล้วก็ตาม ก็ยากที่จะให้ประชาชนเข้าใจได้ เพราะเชื่อไปแล้ว และกว่าจะสรุปผลหาสาเหตุเจอก็ผ่านไปแล้ว 10 วัน จึงถูกแร้งกาจิก ตีกินจนไม่เหลือกความไว้เนื้อเชื่อใจกันจนต้องออกมาร้องไล่ทุบเช็คบิลกกต.โดยเฉพาะพ่อบ้านอย่างเลขาฯแสวง บุญมี โดยหนักสุดว่า ส่อจัดการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ ในประเด็น“บาร์โค้ด” ไม่ได้ถูกตั้งคำถามเพียงเรื่องเทคนิคการจัดการบัตร แต่ถูกยกระดับเป็นข้อถกเถียงด้านรัฐธรรมนูญ เมื่อ อดีตเนติบริกร “วิษณุ เครืองาม” ปรมาจารย์มือกฎหมายชั้นครู ได้ออกให้ความเห็นว่า “หากระบบบาร์โค้ดทำให้การลงคะแนนเสียงไม่เป็นความลับ อาจเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่กำหนดให้การออกเสียงเลือกตั้งต้องเป็น “การลงคะแนนโดยลับ” สาระสำคัญในความเห็นดังกล่าว คือ หากมีข้อเท็จจริงปรากฏว่า “บาร์โค้ด”สามารถเชื่อมโยงตัวตนผู้ใช้สิทธิกับบัตรเลือกตั้งได้ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม ก็อาจกระทบหลักการ “กาบัตรลับ” ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย และหากศาลเห็นว่าการกระทำดังกล่าวทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรมในภาพรวม ก็มีความเป็นไปได้ที่จะถูกวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็น “โมฆะ” ยิ่งไปกว่านั้น “วิษณุ” ยังชี้ว่าหากเกิดความเสียหายในลักษณะดังกล่าว ความรับผิดชอบอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งชุดอาจต้องร่วมรับผิดชอบในฐานะผู้กำกับดูแลกระบวนการเลือกตั้ง แม้ในทางกฎหมาย การจะวินิจฉัยให้ “โมฆะทั้งประเทศ” ต้องมีเงื่อนไขร้ายแรงและกระทบในวงกว้าง แต่ในทางการเมือง เพียงแค่มีคำร้องและการไต่สวนเกิดขึ้น ก็เพียงพอจะทำให้ความชอบธรรมของสภาชุดใหม่ถูกตั้งคำถาม เพราะหากมีการเลือกตั้งใหม่ในบางเขต หรือมีคำวินิจฉัยที่กระทบจำนวน สส. เสียงในสภาอาจเปลี่ยน และสมการจัดตั้งรัฐบาลย่อมสั่นคลอนทันที ท่ามกลางเค้าลางในเงาคดีดังกล่าว ยังมีม่านหมอกฝุ่นตลบ ไม่จบง่ายๆ ขณะที่เกมจัดตั้งรัฐบาลค่ายเซาะกราวสีน้ำเงินกลับเดินหน้าอย่างเข้มข้น โดยการขยับตัวของ พรรคภูมิใจไทย มี “ครูใหญ่ เนวิน ชิดชอบ” ผู้จัดการรัฐบาล (หลังบ้าน) วางยุทธศาสตร์เก็บแต้ม สร้างฐานบัลลังก์ แต่งตัวให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ส่งเข้าตึกไทยคู่ฟ้า ขึ้นแท่น “นายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2” แบบหล่อๆ ด้วยยุทธศาสตร์สำคัญ คือ การเปิดเจรจาหลายขั้ว จับมือแน่น ๆ กับพรรคคนเคยแค้น อย่าง “พรรคเพื่อไทย” โกยแต้มจากพรรคการเมืองขนาดเล็ก คุมเสียง สส. พุ่งเกิน 280 เสียง เข้าโซน “มั่นคงพลัส” เมื่อเสียงแน่นเกิน 251 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสภา ความเป็นผู้กำหนดเกมยิ่งพุ่ง แบบไปต่อไม่ง้อใคร จึงได้เห็นฉากการปล่อยข่าวแยกเขี้ยวใส่กันระหว่าง “ค่ายสีน้ำเงิน และ ค่ายสีเขียว” ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ที่พยายามวางตัวให้เป็นพรรคตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล แต่สุดท้าย “ร.อ.ธรรมนัส” ต้องยอมถอย ยอมกลืนเลือดที่จะไม่เข้าเป็นหนึ่งในรัฐมนตรี ร่วมคณะรัฐบาลอนุทิน สมัยที่ 2 ที่สำคัญยอมคายกระทรวงเกษตร แบบไร้ข้อต่อรองจากการเดินเกมของผู้ยิ่งใหญ่บุรีรัมย์ จน “ไผ่ ลิกค์” เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ลั่นจะเอาอะไรอีก วันนี้ “ผู้กองธรรมนัส” ไม่ยึดติดตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว ครั้งนี้แปลกติดต่อยาก ขณะที่ “ร.อ.ธรรมนัส” ก็ต้องเล่นตามเกมและต้องถอยในเชิงยุทธศาสตร์ ยอมรอผลรับรองผลของกกต.ก่อนตามที่ “เสี่ยหนู อนุทิน” บอก แต่ก็ไม่ทิ้งลาย “ธรรมนัส” ประกาศชัดๆ หลังเรียกประชุมว่าที่สส.พรรคกล้าธรรม “คนอย่างผมไม่กลัวถูกบีบ ใครบีบโดนสวนกลับแน่” พร้อมเหน็บก่อนหน้ายามรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน และทิ้งท้ายให้ชวนฉงน ได้ถามผู้เชี่ยวชาญถึงการเลือกตั้งครั้งนี้มีปัญหา กลัวว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ โดยเฉพาะบัตรสีชมพู ถือเป็นการตีกลองส่งสัญญาณชัดว่า คนอย่าง ร.อ.ธรรมนัส ก็มีศักดิ์ศรี ไม่ยอมถูกเขี่ยพ้นกระดานอำนาจไปอย่างง่าย ๆ พร้อมแปลงร่างเป็นเม่นสลัดขนทิ่มแทงให้เจ็บถึงทรวงแน่นอน “เพราะถ้าเรื่องคุณสมบัติมีปัญหาผิดจริงคนที่เคยตั้งให้เป็นรัฐมนตรีก็โดนด้วย ชีวิตผมไม่เคยทะเลาะกับใครก่อน แต่ถ้าใครทะเลาะกับผมก็กลับไปฝันร้ายได้เลย และในช่วงที่เดินทางไปยุโรป จะเปิดโทรศัพท์ตลอดเวลา” ร.อ.ธรรมนัส พูดเปิดทางขยับหมากให้เห็นแบบใจนักเลงพอ ด้วยการทิ้งท้ายด้วยว่า การเมืองมันไม่มีให้โหวตไปก่อนแล้วเกลี่ยกระทรวงที่หลัง และการรวมพรรคเล็กไปก็ระวังภาพลวงตา บทสรุปแล้ว “พรรคภูมิใจไทย”กับ “พรรคกล้าธรรม” จะลงเอยอย่างไร ยังต้องลุ้นกันไปอีกยาวแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกกต.เพราะเกมนี้ “เสี่ยหนู”ให้ “ธมน.”ต้องร้องเพลงรอไปก่อน รอผลจากกกต.อย่างเป็นทางการและโหวตนายกฯเสียก่อน ต้องวัดใจใครถือไพ่เหนือกว่ากัน หรือสุดท้ายจะยอมจูบปากหรือแตกหัก ในอีกด้าน พรรคประชาชน ก็กำลังเผชิญแรงกดดันจากการบริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัดหรือ SPECTRE C CO., LTD. ซึ่งมีการโยงว่า เป็นที่ตั้ง “เอไอพรรคส้ม”อยู่ในที่ทำการพรรคอนาคตใหม่ และกรณี Laser ID “เลเซอร์ไอดี” เลขหลังบัตรประชาชน ที่พรรคประชาชนให้ผู้ที่มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคกรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และมีชื่อ ที่อยู่ และให้กรอกเลขหลังบัตรประชาชนด้วยนั้น ซึ่งทางกรมการปกครองได้ออกมาชี้แจ้งแล้วว่า เลเซอร์ไอดีเป็นความลับต้องได้รับความยินยอมเจ้าของบัตร แม้ “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน จะออกมายืนยันว่า พรรคไม่มีการกระทำใดๆ ที่ผิดกฎหมายหรือฝ่าฝืนกรมการปกครอง ไม่เคยขอ Laser ID โดยไม่ได้รับความยินยอม และไม่ได้บันทึกเก็บไว้ที่พรรค ต้องการเชื่อมข้อมูลกรมการปกครอง เพื่อตรวจสอบป้องกันไม่ให้ใครสวมสิทธิ์มาสมัครสมาชิก ดำเนินการขออนุญาตเชื่อมข้อมูลไปแล้ว อยู่ขั้นตอนท้ายๆ ก่อนเสร็จสมบูรณ์ และได้นำการสมัครด้วย Laser ID ออกจากการสมัครชั่วคราวไปแล้ว อย่างก็ตามก็เป็นเหตุให้บรรดานักร้อง รุมร้องพรรคประชาชน เป็นวิบากกรรมของพรรคที่ต้องเผชิญอีก เพราะต่างเห็นว่าการกระทำสำเร็จไปแล้ว ไม่ต่างจากวิกฤติที่กกต.กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ เพราะหากขยายผลทางกฎหมาย อาจนำไปสู่การเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหาร หรือแม้แต่อาจนำไปสู่การยุบพรรค ซึ่งจะกระทบสมดุลฝ่ายค้านและจำนวนเสียงในสภาโดยตรง เมื่อทุกปัจจัยมาบรรจบกัน การเมืองไทยจึงไม่ได้เผชิญเพียงเกมแย่งชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่กำลังเผชิญบททดสอบความชอบธรรมของกระบวนการทั้งหมด หากข้อกังขาเรื่อง “กาบัตรไม่ลับ” ถูกตีความว่ากระทบรัฐธรรมนูญจริง ผลสะเทือนอาจลึกกว่าการตั้งรัฐบาลหนึ่งชุด คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่แค่ใครจะได้เป็นผู้นำรัฐบาล แต่คือ ระบบจะผ่านแรงสั่นสะเทือนครั้งนี้ไปได้โดยไม่ล้มกระดานหรือไม่. คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่