
dailynews.co.th · Feb 22, 2026 · Collected from GDELT
Published: 20260222T040000Z
ทั้งนี้ กรณี “คุ่น” นั่นยังไงแน่ก็ว่าไป ส่วนในภาพรวม “สัตว์มีพิษกัดต่อย” นั้น กรณีนี้ในเมืองไทยกับสัตว์พิษบางชนิดก็อาจเลี่ยงได้ยาก ดังนั้น รู้ “วิธีปฐมพยาบาลสู้พิษสัตว์” เอาไว้ก็ย่อมจะดี… รู้ไว้เผื่อใช้เองหรือใช้ช่วยคนรอบข้าง กรณีที่เกิดเหตุ “ถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย” โดย “มีวิธีปฐมพยาบาลตามชนิดสัตว์” เกี่ยวกับ “วิธีปฐมพยาบาลเมื่อถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย” นั้น…ก็ “มีหลักการเบื้องต้นที่แตกต่างกันไปตามชนิดสัตว์มีพิษ” โดยข้อมูลแนวทางที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ ณ ที่นี้มาจากชุดข้อมูลโดย พญ.นวลจันทร์ อภิวัฒนเสวี แพทย์สาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คลินิกผู้ป่วยฉุกเฉิน ที่ให้คำแนะนำประชาชนเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยมีการเผยแพร่ใน เว็บไซต์โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ โดย “วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น”มีการแบ่งตามชนิดสัตว์พิษหรือแมลงมีพิษที่กัดต่อย ซึ่งน่ารู้ไว้ ทั้งนี้ ข้อมูลคำแนะนำโดย พญ.นวลจันทร์ เกี่ยวกับ “แนวทางปฐมพยาบาล” เมื่อถูกสัตว์หรือแมลงมีพิษกัดต่อย โดยสังเขปมีว่า… กรณี “ถูกงูกัด” หากสังเกตได้ให้สังเกตว่างูที่กัดเป็นชนิดใด เพื่อ จำแนกกลุ่มพิษ ซึ่งหลัก ๆ แบ่งเป็น 1.งูพิษที่มีผลต่อระบบประสาท เช่น งูเห่า งูจงอาง งูทับสมิงคลา งูสามเหลี่ยม โดยพิษของงูกลุ่มนี้ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง, 2.งูพิษที่มีผลต่อระบบเลือด เช่น งูเขียวหางไหม้ งูกะปะ พิษจะทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือดช้า ทำให้เลือดไหลไม่หยุด, 3.งูพิษที่มีผลต่อระบบกล้ามเนื้อ เช่น งูทะเล พิษงูกลุ่มนี้ทำให้ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง …นี่เป็นกลุ่มพิษงูที่ผลในชั้นต้นจากพิษแตกต่างกันไป สำหรับการ “ปฐมพยาบาล”เมื่อถูกงูกัดคำแนะนำคือเริ่มจาก… ลดหรือชะลอการแทรกซึมของพิษ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน, ล้างแผลที่ถูกกัดด้วยน้ำสะอาด หรือยาฆ่าเชื้อ เช่น ทิงเจอร์ไอโอดีน หรือแอลกอฮอล์, รีบพาไปพบแพทย์ทันที ที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยที่ใกล้ที่สุด ซึ่งถ้ามีซากงูที่กัดให้นำไปด้วย แต่ถ้าไม่มีไม่จำเป็นต้องเสียเวลาตามหางู โดยหากเห็นตัวงูที่กัดก็ใช้วิธีจำลักษณะไปแจ้ง เพื่อความถูกต้องในการรักษา ทั้งนี้ หลักสำคัญในการปฐมพยาบาลผู้ที่ถูกงูพิษกัดคือ… ต้องทำให้บริเวณที่ถูกงูกัดเคลื่อนไหวน้อยที่สุด และห้ามกรีดหรือดูดบริเวณที่ถูกกัด กับไม่ควรขันชะเนาะ…ถ้าไม่รู้จักวิธีขันที่ถูกต้อง เพราะอาจทำให้บริเวณที่ถูกกัดบวมและเนื้อตายมากขึ้น …นี่เป็น “หลักปฐมพยาบาลเมื่อถูกงูกัด” ถัดมากรณี“ถูกตะขาบกัด”ซึ่งตะขาบจะกัดโดยใช้เขี้ยวคู่หน้าและฉีดน้ำพิษเข้าไปในแผลที่กัด โดยที่ปกติพิษจะไม่รุนแรงถึงแก่ชีวิต แต่ทั้งนี้ความรุนแรงจากพิษก็ขึ้นอยู่กับขนาดของตะขาบที่กัดด้วย ซึ่งอาการส่วนใหญ่หลังถูกกัด ได้แก่… คัน ปวด บวม แดงร้อนบริเวณที่ถูกกัด และอาจมีไข้ต่ำ ๆ ร่วมด้วย โดยอาการมักจะดีขึ้นเองใน 24 ชั่วโมง ส่วนวิธี “ปฐมพยาบาล” มีดังนี้คือ… ใช้น้ำสะอาดทำความสะอาด บริเวณที่ถูกกัด, ประคบเย็นครั้งละ 10 นาที เพื่อลดอาการปวด, หลีกเลี่ยงการเกา–แกะ บริเวณที่ถูกกัด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำซ้อน, กินยาพาราเซตามอล กรณีที่ปวด และ ควรไปพบแพทย์ทันที…กรณีที่มีอาการแย่ลง เช่น รู้สึกว่าผิวหนังเกิดการติดเชื้อ มีรอยแดง บวม ปวด เพิ่มขึ้น หรือพุพองมีน้ำเหลืองบริเวณแผล กรณี “แมงป่องต่อย” ซึ่งผู้ที่ถูกต่อยมักมีอาการคือ… ปวด บวม แดง ร้อน บริเวณที่ถูกต่อย โดยมักมีอาการมากในวันแรก และมักจะหายได้เอง แต่ผู้ที่มีอาการรุนแรงนั้นหัวใจอาจจะเต้นเร็ว หายใจเร็ว ความดันโลหิตสูง ปวดกล้ามเนื้อและกระดูก ส่วนวิธี “ปฐมพยาบาล” เริ่มจาก… ใช้น้ำสะอาดทำความสะอาด บริเวณที่ถูกต่อย, ประคบเย็นครั้งละ 10 นาที ลดอาการบวมเฉพาะที่, กินยาพาราเซตามอล ถ้ามีอาการปวด แต่ ถ้าอาการแย่ลงให้ไปพบแพทย์ทันที ซึ่งเกิดได้กับผู้ที่แพ้พิษรุนแรง ดูกันต่อที่กรณี“ถูกพิษแมลงก้นกระดก” โดยการได้รับพิษมักเกิดจากการที่มันเกาะตามร่างกายของคน เมื่อไปปัด ตบ ตี บี้ แมลงจะปล่อยของเหลวออกมา ซึ่งทำให้เป็นพิษต่อผิวหนัง โดยผิวที่ถูกพิษจะมีอาการคัน มีผื่นแดง มีตุ่มน้ำ ปวดแสบปวดร้อน ซึ่งโดยทั่วไปจะหายเองได้ใน 1-2 สัปดาห์ ส่วนวิธีการ “ปฐมพยาบาล”ให้ปฏิบัติดังนี้คือ… รีบล้างบริเวณที่สัมผัสด้วยน้ำสะอาด เมื่อรู้ตัวว่าไปสัมผัสโดนแมลงชนิดนี้ แต่หากมีอาการผื่นแดงรุนแรงมาก อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์โดยทานยา ทั้งนี้ ย้ำว่าห้ามขยี้หรือตีด้วยมือเปล่าเมื่อพบเห็นหรือถูกแมลงชนิดนี้เกาะที่ร่างกาย เพราะจะทำให้สารพิษสัมผัสผิวหนัง ปิดท้ายจากที่ พญ.นวลจันทร์ อภิวัฒนเสวี แนะนำไว้… กรณี “ถูกพิษผึ้ง–ต่อ–แตน” ซึ่งมันจะ “มีเหล็กใน” เมื่อต่อยจะทิ้งเหล็กในไว้ โดยจะมีพิษฤทธิ์เป็นกรด ทำให้จุดที่ถูกต่อยคัน บวมแดง และปวด จะปวดมากหรือน้อยขึ้นกับบริเวณที่ถูกต่อยและสภาพร่างกายแต่ละคน ส่วนวิธี “ปฐมพยาบาล” มีดังนี้คือ… ใช้น้ำสะอาดทำความสะอาด จุดที่ถูกต่อย, ดึงเหล็กในออกทันที เพื่อลดปริมาณพิษที่เข้าร่างกาย, ประคบเย็นครั้งละ 10 นาที เพื่อลดอาการบวมเฉพาะที่, หลีกเลี่ยงการเกา–แกะ บริเวณที่ถูกต่อย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำซ้อน, ทานยาต้านฮิสตามีนและยาทากลุ่มเสตียรอยด์ ลดอาการคัน ปวดแสบร้อน และ ไปพบแพทย์ทันทีหากอาการแย่ลง เช่น รอยแดง บวม หรือเจ็บปวด เพิ่มขึ้น …ทั้งนี้ ต่าง ๆ เหล่านี้ “น่ารู้ไว้”… “สัตว์พิษกัดต่อย” ต้อง “ปฐมพยาบาล” “อาการรุนแรง” ต้อง “รีบไปพบแพทย์” นี่ถือว่าเป็น…“หลักสกัดพิษ–เซฟชีวิต”. ทีมสกู๊ปเดลินิวส์