
dailynews.co.th · Feb 19, 2026 · Collected from GDELT
Published: 20260219T013000Z
ก่อนที่จะพูดว่า กกต.ติดคุกเลือกตั้งใหม่ ก็ขอสะท้อนความเห็นหลายๆ คนส่งไปยัง กกต.หน่อย ว่า “สื่อสารกับสังคมน้อย จนเมื่อเกิดข้อครหาก็ไม่มีใครเชื่อถือ” ปล่อยเลขาแสวง บุญมี ออกมาพูดคุยกับสังคมคนเดียวทั้งที่ข้อวิพากษ์ที่มีต่อ กกต.เต็มไปหมด กกต.ทั้งคณะ 7 คน แทบไม่มีใครรู้จักไม่รู้จะเก็บตัวเงียบทำไม ยิ่งทำงานกับคน ( ที่กำลังจะไปถึงขั้นเล่นกับอารมณ์ของคน ) ถ้า กกต.วางยุทธศาสตร์การสื่อสารที่“ตัวใหญ่”ออกมาพูดเองบ่อยๆ อธิบายกันมันก็ดูจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้มากกว่าเงียบ แล้วมาแก้ตัวกันเป็นเรื่องๆมาตรวัดความโปร่งใสของสังคมอันหนึ่ง คือการที่องค์กรอิสระได้รายงานผลความคืบหน้าของคดีความให้สังคมรู้เป็นระยะด้วย ไม่ใช่เอาแต่เก็บเงียบบอกทุกอย่างเป็นความลับๆๆ ปราบโกงก็ช้า บางทีองค์กรอิสระก็โป๊ะแตกเองอย่างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ( สตง.) นั่นไง คดีตึกถล่มทำความน่าเชื่อถือทลาย ตั้งแต่เรื่องตรวจสอบการใช้วัสดุอย่างไร ตรวจสอบผู้รับเหมาอย่างไร ไปจนถึงตึกถล่มตอโผล่ ว่า เตรียมจัดซื้อจัดจ้างของหรูมาเต็มไปหมด ..การสื่อสารกับสังคมน้อย ยิ่งทำให้สังคมสะสมความคับข้องใจไปจนถึงความไม่พอใจองค์กรอิสระไม่พูดมาก จะถูกมองกลายเป็นเครื่องมือฝ่ายการเมือง เพราะประชาชนมีโอกาสคิดไปได้ว่า “ไม่พูดเพราะกลัวโดนต้อน” และข้อครหาเริ่มมีมาแล้ว อย่าง ป.ป.ช. ก็ถูกว่า “ทำไมอยู่ๆ คดี 44 สส.ก้าวไกลยื่นแก้ไข ม.112 ( ซึ่งใช้กระบวนการนอกสภาด้วย ทำให้ดึงสถาบันฯ ลงมาเป็นคู่ขัดแย้ง ) จึงจะถูกนำมาเล่นหลังเลือกตั้ง ก็ลองคิดดูว่า ถ้าไม่ให้ถูกครหาว่าการเมืองมามีอิทธิพลเหนือองค์กรอิสระ ก็สื่อสารบอกคดีที่น่าสนใจเป็นระยะดีไหม ?ย้อนกลับมาที่บัตรเลือกตั้ง“อาจจะตรวจสอบได้ว่าบัตรนี้ใครกา” แล้วจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ? ส่วนตัว ( ย้ำว่าส่วนตัว ) คิดว่า ไม่ เพราะ “ยังไม่มีภาวะอะไรที่ต้องให้ตุลาการภิวัฒน์ออกโรง” พูดอย่างนี้แล้วกัน เรื่องชั้นความลับ กกต.ก็อ้างได้ว่า กระบวนการเก็บ “ต้นขั้วอยู่ที่ บัตรรวมกันอยู่อีกที่ จะไปนั่งจับคู่มันยากจนคิดไม่ออกทำอย่างไร” และ “การใช้คิวอาร์โค้ดเพื่อป้องกันบัตรผี ไพ่ไฟ ( แอบใส่บัตรผีตอนไฟดับหรือคนเผลอ )”ข่าวที่คนไทยสนใจคือเรื่องแบ่งสมบัติผลัดกันชม ใครมงใครตุ๊บ ( ศัพท์นางงาม ) นั่นคือใครได้เก้าอี้รัฐมนตรี-ใครไม่ได้ เที่ยวนี้แน่ๆ แล้วโควตานายกฯ คือด้านความมั่นคง กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ “เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ มีตัวเรียบร้อย ต่างประเทศนี่เขาเปิดกันไปแต่ไหนแต่ไร กลาโหมก็คงจะเป็นทหาร ภายใต้สถานการณ์ชายแดนที่ยังฮึ่มฮั่มอยู่ วันดีคืนดีทหารเขมรยั่วยุ แต่อ้างว่า “ตัวทหารพร่องวินัยเอง”ข่าวว่า พรรคเพื่อไทยก็ต่อรองเอาเก้าอี้กระทรวงเยอะอยู่ คาดว่า กระทรวงที่พรรคเพื่อไทยอยากได้ คือ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ( อว.) เพื่อให้ “ดร.เชน”ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคได้โชว์ผลงาน, วิสัยทัศน์ด้านการศึกษา ที่จะสนับสนุนการสร้างบัณฑิตให้ตรงความต้องการของตลาด การใช้นวัตกรรมเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนอุดมศึกษา ซึ่งเอาจริง อว.เป็นกระทรวงที่นักการเมืองไม่ค่อยอยากได้เพราะทำผลงานยาก ( เหมือนกระทรวงศึกษาธิการที่แย่งกันไม่เอา ) ถ้า ดร.เชน เอาไปสร้างผลงานได้ก็อาจได้รับยกย่องเป็นนักการเมืองน้ำดี นักการเมืองมิติใหม่ก็ได้ แต่ระดับแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ที่อาจลงสมัยหน้าอีก พรรคคงอยากให้มีบทบาทในกระทรวงใหญ่กระทรวงที่เพื่อไทยอยากได้เพื่อเอามาทำผลงาน คือกระทรวงสาธารณสุข เพื่อสานต่อนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ จากที่ 30 บาทรักษาทุกโรคเป็นตัวสร้างกระแส สร้างความนิยมให้พรรคไทยรักไทยจนพีคถึงขีดสุดที่เคยเลือกตั้งได้ สส. 377 คน โครงการนี้กลายเป็นภาพจำของรัฐบาลไทยรักไทย , พลังประชาชน , เพื่อไทย ดังนั้น ต้องเอามาแล้วคิดถึงเรื่องการขยายสิทธิ์ เพิ่มสิทธิ์ในเรื่องอะไรเข้าไป …ซึ่งภูมิใจไทยก็ต้องการเอากระทรวงสุขภาพมาทำคะแนน อย่างเสี่ยหนูก็จะเอาเรื่องฟอกไตฟรีทุกที่มาทำให้เป็นเรื่องของภูมิใจไทยข่าวการใช้เงินของบอร์ดประกันสังคม และกระแสเรียกร้องให้ปฏิรูปกองทุนประกันสังคมโดยเฉพาะเงินรักษาพยาบาล และกระทรวงแรงงานทำคะแนนกับกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ทำให้พรรคเพื่อไทยก็อยากได้ ในครั้งรัฐบาลแพทองธาร พรรคเพื่อไทยส่งบ้านใหญ่ “โฟม”พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ มานั่งเจ้ากระทรวงจับกัง แต่ยังไม่ทันทำอะไรก็เปลี่ยนรัฐบาลก่อน มาครั้งนี้ก็อยาก“ขอปฏิรูปกระบวนการงบประมาณสุขภาพทั้งระบบ” คือดูแลสิทธิ์รักษาพยาบาลในกองทุนประกันสังคมด้วย เท่ากับบริหารกองทุนขนาดใหญ่ทั้ง สปสช., ปกส.พรรคเพื่อไทยก็คงอยากได้กระทรวงคมนาคม เพื่อนำมาสานต่อขายนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ดึงคะแนนนิยมจากคนกรุง หลังจากปล่อยกวาดส้มทั้งแผ่นดินไปแล้ว แต่คงจะยากที่ภูมิใจไทยจะปล่อย เพราะ“กระทรวงคมนาคมมีโครงการเยอะ” เชื่อว่า “ตัวใหญ่”ในพรรคภูมิใจไทยคงไปคุมเองด้วยซ้ำ ..กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็ดูเป็นที่แย่งชิงกันของพรรค(จะ)ร่วมรัฐบาล เพราะมีกิจกรรม อีเวนท์อะไรที่จะต้องทำงานกับออแกไนเซอร์ภายนอกเยอะ อาจมีเพื่อนใครหรือญาติใครรอรับงานอยู่ก็ได้ รอดูตอนเกลี่ยกระทรวงว่ากันว่า ที่เพื่อไทยไม่ได้แน่นอนอีกกระทรวง คือยุติธรรม เพราะคดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นดีเอสไอ ( คดีอั่งยี่ และการสอบเส้นทางการเงิน ) ดังนั้นไม่อยากได้รัฐมนตรีที่มาล้วงลูกบอร์ดคดีพิเศษ มีโอกาสที่ “อดีต รมต.อ้วน”ภูมิธรรม เวชยชัย จะไม่ได้เก้าอี้ในรัฐบาลหนูด้วย เพราะขัดคอกันมาตั้งแต่เรื่องบอร์ดดีเอสไอ และตอนแย่งเก้าอี้ รมว.มหาดไทยรัฐมนตรีที่เชื่อได้ว่า เป็นหน้าเดิมๆ คือแกนนำพรรค ก็จะได้กลับมา ภูมิใจไทยต้องมีโควตาบุรีรัมย์ ซึ่งตกที่ “เลขานก”ไชยชนก ชิดชอบ ในฐานะเลขาธิการพรรค คว้าไปหนึ่งเก้าอี้ จะกลับมาเป็น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือเปล่าก็รอดูตอนเขาแบ่งเค้ก อาจต้องเอามาโชว์ผลงานปราบสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของแทบทุกพรรค เที่ยวนี้ต้องให้แอคชั่นแข็งแรงขึ้น ไม่ประหลาดๆ แบบตอนปูดข่าวว่ามีคนจะให้สินบนตัวเองโดยไม่รู้จะให้สอบใครที่ได้แน่นอนคือ “ทอป”วราวุธ ศิลปอาชา จากบ้านใหญ่สุพรรณบุรี ฝ่าฟันเสียงบ่นด่ายกทีม สส.มาร่วมภูมิใจไทย ไม่ให้ก็ใจดำไป คงได้ว่าการ 1 ช่วย 1 จาก สส. บ้านใหญ่ที่ต้องให้แน่ๆ คือบ้าน“เฮียเฮ้ง”สุชาติ ชมกลิ่น ทำพื้นที่ภาคตะวันออก และบ้านใหญ่พร้อมพัฒน์เพชรบูรณ์ ที่กวาดได้ยกจังหวัด ..ที่น่าสนใจคือพรรคกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แบะท่ากูยอมแล้วโหม๋ .. พร้อมคืนกระทรวงเกษตรฯ เลขาไผ่ ลิกค์ ย้ำจะร่วมรัฐบาลทีนี้เสี่ยหนูจะให้อะไรชดเชย ? แต่คนอย่างผู้กองไม่ใช่ขี้ไก่ให้เหยียบง่ายๆ ต้องเก็บไว้ใกล้ตัวด้วย ดีกว่าให้แข็งขึ้นภายหลัง โควตาของกล้าธรรมจึงน่าสนใจยิ่งยวด ว่าให้อะไรจะไม่ขุ่นข้องหมองใจกันไม่รู้ว่า โฉมหน้า ครม.อนุทิน 2 ออกมาจะหน้าเดิมมากน้อยแค่ไหน แต่ในเมื่อมีสิทธิ์ตั้งรัฐบาล ก็ต้องทำให้ดี รับคำวิจารณ์ให้ได้ ที่สุดแล้ว ตัวแปรหนึ่งคือเสี่ยหนูต้องดูการลงคะแนนอย่างไม่แตกแถว ในวันโหวตนายกฯ .