NewsWorld
PredictionsDigestsScorecardTimelinesArticles
NewsWorld
HomePredictionsDigestsScorecardTimelinesArticlesWorldTechnologyPoliticsBusiness
AI-powered predictive news aggregation© 2026 NewsWorld. All rights reserved.
Trending
AlsNewsFebruaryMajorDane'sResearchElectionCandidateCampaignPartyStrikesDigestSundayTimelinePrivateCrisisPoliticalEricBlueCreditFundingRamadanAdditionalLaunches
AlsNewsFebruaryMajorDane'sResearchElectionCandidateCampaignPartyStrikesDigestSundayTimelinePrivateCrisisPoliticalEricBlueCreditFundingRamadanAdditionalLaunches
All Articles
ย้อนรอยฟลอริดา 2543 ศึกนับคะแนนที่เขย่าทำเนียบขาว
dailynews.co.th
Published 7 days ago

ย้อนรอยฟลอริดา 2543 ศึกนับคะแนนที่เขย่าทำเนียบขาว

dailynews.co.th · Feb 15, 2026 · Collected from GDELT

Summary

Published: 20260215T041500Z

Full Article

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อปีค.ศ. 2000 หรือพ.ศ. 2543 ระหว่างนายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ผู้ว่าการรัฐเทกซัส ตัวแทนของพรรครีพับลิกัน กับนายอัล กอร์ รองประธานาธิบดีในขณะนั้น ซึ่งเป็นตัวแทนจากพรรคเดโมแครต ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความสั่นสะเทือนต่อระบบการเมืองและกระบวนการยุติธรรมของสหรัฐ มากที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ และกลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญ ของวิกฤติการบริหารจัดการการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ใจกลางของความขัดแย้งนี้อยู่ที่รัฐฟลอริดา ซึ่งผลคะแนนที่ก้ำกึ่งกันอย่างยิ่งนำไปสู่กระบวนการนับคะแนนใหม่ การต่อสู้ในชั้นศาลนับสิบแห่ง และการตีความรัฐธรรมนูญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกผู้นำประเทศ ในครั้งต่อมา วิกฤติการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการนับบัตรเลือกตั้งที่ผิดพลาด แต่สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวในระบบสหพันธรัฐ ความล้าสมัยของเทคโนโลยีการลงคะแนน และอิทธิพลของการเมืองที่แทรกซึมเข้าไปในกระบวนการตัดสินใจทางกฎหมาย รองประธานาธิบดีอัล กอร์ แถลงต่อผู้สื่อข่าว ที่เมืองแนชวิลล์ ในรัฐเทนเนสซี 8 พ.ย. 2543 ในช่วงเริ่มต้นของการรณรงค์หาเสียง หลายฝ่ายมองกอร์เป็นตัวเต็ง เนื่องจากความสำเร็จทางเศรษฐกิจในยุคของประธานาธิบดีบิล คลินตัน ด้านบุชอยู่ในสถานะมวยรอง อย่างไรก็ตาม เมื่อการหาเสียงดำเนินไป การอภิปรายแสดงวิสัยทัศน์หลายครั้งส่งผลบวกต่อบุช ทำให้คะแนนความนิยมของเขากระเตื้องขึ้น จนกลายเป็นการแข่งขันอย่างสูสีที่สุดครั้งหนึ่ง รัฐฟลอริดากลายเป็นรัฐยุทธศาสตร์ที่สำคัญ หรือ สวิงสเตท ด้วยคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง 25 เสียง ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพียงพอจะตัดสินว่า ใครจะได้ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาว ในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐ พลวัตของประชากรในรัฐฟลอริดามีความหลากหลายสูง โดยมีกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อพยพมาจากรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมักสนับสนุนเดโมแครต และกลุ่มประชากรเชื้อสายยิวในพื้นที่ทางตอนใต้ของรัฐ ซึ่งมีแนวโน้มสนับสนุนกอร์ ในทางกลับกัน พื้นที่ทางตอนเหนือและเขตชนบทของรัฐฟลอริดายังคงเป็นฐานเสียงที่เข้มแข็งของพรรครีพับลิกัน การสำรวจความคิดเห็นในช่วงปลายเดือนต.ค. 2543 ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายของการหาเสียง ปรากฏว่า คะแนนนิยมของทั้งคู่ในฟลอริดาอยู่ในระดับที่ “สูสีเกินกว่าจะคาดการณ์ได้” ในคืนวันที่ 7 พ.ย.หลังปิดหีบลงคะแนน สื่อมวลชนและสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ทุกแห่งสร้างความสับสนให้แก่สาธารณชน ผ่านการรายงานผลที่เปลี่ยนแปลงไปมาอย่างรวดเร็ว เริ่มต้นด้วยการประกาศให้กอร์เป็นผู้ชนะในรัฐฟลอริดา แต่ต่อมาในช่วงดึก เมื่อคะแนนจากพื้นที่มีแนวโน้มสนับสนุนพรรครีพับลิกันเริ่มถูกนับ สื่อเหล่านั้นถอนการประกาศ และระบุว่าคะแนน “สูสีเกินไป” หลังจากนั้นสื่อกลับมาประกาศอีกครั้งว่า บุชเป็นผู้ชนะในรัฐฟลอริดาและจะเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ กอร์จึงประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ แล้วโทรศัพท์ไปแสดงความยินดีกับบุข อย่างไรก็ตาม ทีมที่ปรึกษาของกอร์ตรวจสอบพบว่า คะแนนในรัฐฟลอริดายังคงมีการนับอย่างต่อเนื่องและส่วนต่างลดลงเหลือไม่กี่ร้อยคะแนน กอร์จึงโทรศัพท์กลับไปหาบุช เพื่อถอนการยอมรับความพ่ายแพ้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตึงเครียดอย่างยิ่งระหว่างทั้งสองฝ่าย หัวใจสำคัญของการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่คือความไม่มั่นใจในความถูกต้องของเครื่องนับคะแนนและรูปแบบของบัตรเลือกตั้ง ในเขตปาล์มบีช มีการใช้บัตรเลือกตั้งที่เรียกว่า “Butterfly Ballot” หรือบัตรผีเสื้อ ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มขนาดตัวอักษรให้ผู้สูงอายุอ่านง่ายขึ้น แต่กลับสร้างความสับสน เนื่องจากรายชื่อผู้สมัครอยู่คนละฝั่งของรูเจาะ ส่งผลให้ผู้สนับสนุนกอร์จำนวนมากเผลอไปเจาะรู ให้กับนายแพต บิวแคนัน ซึ่งเป็นผู้สมัครจากพรรคปฏิรูป ซึ่งเป็นพรรคการเมืองขนาดเล็กฝ่ายอนุรักษนิยม นอกจากบัตรผีเสื้อแล้ว ระบบการลงคะแนนแบบเจาะบัตร ยังนำไปสู่ปัญหาเรื่องเศษกระดาษที่ถูกเจาะออก ในกรณีที่เครื่องนับคะแนนไม่อ่านบัตร มักเกิดจากเศษกระดาษเหล่านั้นไม่หลุดออกอย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีการจำแนกออกเป็นหลายประเภท ประเด็นข้อพิพาทหลักคือ มาตรฐานในการพิจารณาว่า “รอยบุ๋ม” หรือ “เศษกระดาษที่ติดอยู่” นั้นสะท้อนถึง “เจตจำนงของผู้เลือกตั้ง” หรือไม่ การที่กฎหมายของรัฐฟลอริดาไม่ได้กำหนดมาตรฐานกลางที่ชัดเจนในการนับคะแนนด้วยมือ ทำให้แต่ละเขตเลือกตั้งใช้ดุลยพินิจที่แตกต่างกัน ซึ่งต่อมากลายเป็นประเด็นสำคัญในชั้นศาลสูงสุดของสหรัฐ ภายหลังวันเลือกตั้ง กฎหมายของรัฐฟลอริดากำหนดให้ต้องมีการนับคะแนนใหม่ด้วยเครื่อง เนื่องจากส่วนต่างของคะแนนน้อยกว่า 0.5% การนับใหม่ครั้งแรกเสร็จสิ้นในวันที่ 10 พ.ย. พบว่า คะแนนนำของบุชลดลงจาก 1,784 คะแนน เหลือเพียง 327 คะแนน ตัวเลขที่ลดลงอย่างมหาศาลนี้สร้างแรงผลักดันให้ทีมงานของกอร์ร้องขอให้มีการนับคะแนนด้วยมือ ( Manual ) ใน 4 เขตเลือกตั้งหลักที่เป็นฐานเสียงของพรรคเดโมแครต กล่องเก็บบัตรเลือกตั้งและคูหาลงคะแนนบางส่วน จากการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2543 ในคลังที่เมืองปาล์มบีช รัฐฟลอริดา อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้เผชิญกับการขัดขวางจากทางการรัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นพรรครีพับลิกัน โดยมีการออกคำสั่ง ให้ทุกเขตเลือกตั้งต้องส่งผลคะแนนภายในเส้นตาย 7 วัน นับจากวันลงคะแนน มิเช่นนั้นจะไม่ยอมรับผลการนับคะแนนใหม่ ท่าทีนี้ถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บุช เนื่องจากกระบวนการนับด้วยมือนั้นต้องใช้เวลานาน และไม่สามารถเสร็จสิ้นได้ทันในกรอบเวลาดังกล่าว ความขัดแย้งลามไปสู่ศาลหลายระดับ เริ่มจากศาลแขวง ไปจนถึงศาลฎีกาแห่งรัฐฟลอริดา ซึ่งในวันที่ 17 พ.ย. ศาลฎีกาของรัฐฟลอริดาสั่งระงับการรับรองผลการเลือกตั้ง และต่อมาตัดสินให้มีการขยายเส้นตาย เพื่อให้การนับคะแนนด้วยมือดำเนินต่อไปได้ ทีมกฎหมายของบุชจึงยื่นฟ้องต่อศาลสูงสุดของสหรัฐ โดยอ้างว่า ศาลฎีกาของรัฐฟลอริดากำลังสร้างกฎหมายใหม่ขึ้นมาเอง ซึ่งเป็นการละเมิดมาตรา 2 ของ รัฐธรรมนูญสหรัฐ ที่ให้อำนาจสภานิติบัญญัติของรัฐเป็นผู้กำหนดวิธีการเลือกคณะผู้เลือกตั้ง เหตุการณ์ดำเนินมาถึงจุดวิกฤตในวันที่ 8 ธ.ค. เมื่อศาลฎีกาแห่งรัฐฟลอริดาออกคำสั่งด้วยมติ 4 ต่อ 3 ให้มีการนับคะแนนใหม่ด้วยมือ ในทุกเขตเลือกตั้งทั่วรัฐฟลอริดาสำหรับบัตรที่ไม่สามารถอ่านด้วยเครื่องได้ ซึ่งมีประมาณ 61,000 ใบ คำสั่งนี้สร้างความตื่นตัวไปทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้กอร์กลับมีคะแนนนำเหนือบุชได้ หากมีการนับคะแนนที่เครื่องอ่านไม่ออกเหล่านั้น จนส่งผลให้เกิดการประท้วงอย่างหนักจากหลายฝ่าย เมื่อการต่อสู้ดำเนินมาถึงศาลฎีกาของสหรัฐ คณะตุลาการต้องตัดสินประเด็นทางกฎหมายที่สำคัญสองประเด็น ประการแรกคือกระบวนการนับคะแนนใหม่ในรัฐฟลอริดาชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ และประการที่สองคือหากไม่ชอบ จะมีวิธีการจัดการอย่างไร ในวันที่ 12 ธ.ค. 2543 ศาลสูงสุดของสหรัฐมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เสียง ว่ามาตรฐานการนับคะแนนใหม่ที่แตกต่างกันไปในแต่ละเขตเลือกตั้งของรัฐฟลอริดานั้น ละเมิดหลักการ “ปกป้องความเท่าเทียม” ตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 เนื่องจากทำให้คะแนนของพลเมืองแต่ละคนมีน้ำหนักไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตาม ศาลมีมติเพียง 5 ต่อ 4 ที่จะหยุดการนับคะแนนใหม่โดยถาวร ในชั้นของสภาคองเกรส ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในรัฐฟลอริดา นำไปสู่การผ่านกฎหมายเมื่อปี 2545 เพื่อให้ทั้ง 50 รัฐและกรุงวอชิงตัน ซึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษ เปลี่ยนระบบการลงคะแนนจากการเจาะบัตรไปสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบสแกนด้วยแสง โดยรัฐบาลกลางจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือ แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาขึ้น แต่ความไว้วางใจของอเมริกันชน ที่มีต่อระบบการเลือกตั้งระดับประเทศ กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตามอย่างที่คาดหวัง ปัญหาเรื่องความปลอดภัยของซอฟต์แวร์ในอุปกรณ์ และการขาดหลักฐานทางกระดาษ นำไปสู่การถกเถียงรอบใหม่ จนกระทั่งหลายรัฐเริ่มกลับมาใช้ระบบบัตรกระดาษที่สแกนด้วยเครื่อง เพื่อให้มีหลักฐานทางกายภาพในกรณีที่ต้องมีการนับใหม่ วิกฤติการณ์การนับคะแนนเลือกตั้งผู้นำสหรัฐที่รัฐฟลอริดา เมื่อปี 2543 ไม่ได้เป็นเพียงความผิดพลาดทางเทคนิคหรือความวุ่นวายของการบริหารจัดการ แต่คือการทดสอบความเข้มแข็งของสถาบันประชาธิปไตยในสหรัฐ เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า อำนาจในการตัดสินชะตากรรมของประเทศอาจตกอยู่ในมือของบุคคลไม่กี่คน ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษาศาลสูงสุด หรือรัฐบาลระดับท้องถิ่น หนังสือพิมพ์ในสหรัฐรายงานผลคำตัดสินของศาลสูง ที่สั่งยุติการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ในรัฐฟลอริดา พร้อมระบุว่า นายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี 13 ธ.ค. 2543 มรดกสำคัญที่สุดของเหตุการณ์นี้ คือการทำให้ “การบริหารจัดการการเลือกตั้ง” กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่ร้อนแรง กฎระเบียบเกี่ยวกับการแสดงบัตรประจำตัวประชาชน การจำกัดเวลาการเลือกตั้งล่วงหน้า และการตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กลายเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ เพื่อความได้เปรียบทางการเมืองระหว่างพรรครีพับลิกันกับพรรคเดโมแครตมาจนถึงปัจจุบัน แม้บทเรียนนี้จากรัฐฟลอริดาสอนให้โลกรู้วิธีการจัดการกับความขัดแย้ง ผ่านกระบวนการยุติธรรมแทนที่จะใช้กำลัง แต่ขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งคำถามที่ยังไม่มีคำตอบน่าพอใจเกี่ยวกับ “ความยุติธรรมที่แท้จริง” ในระบอบที่ระบบราชการและกฎหมายสามารถกำหนดทิศทางของ “เจตจำนงของประชาชน” ได้อย่างลึกซึ้ง. ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป เครดิตภาพ : GETTY IMAGES


Share this story

Read Original at dailynews.co.th

Related Articles

dailynews.co.thabout 5 hours ago
หอการค้าไทย เตือนผู้ส่งออกรับมือความผันผวน – เร่งรัฐเดินเกมเจรจา หลังสหรัฐฯประกาศปรับภาษีเป็น 15 %

Published: 20260222T064500Z

dailynews.co.thabout 7 hours ago
มีวิธีเฉพาะตามชนิด สัตว์พิษกัดต่อย มีหลัก .. วิธีเซฟชีวิต !!

Published: 20260222T040000Z

dailynews.co.thabout 7 hours ago
สังคมภูมิภาคเหนือตอนบน ... มาแล้ว !!.. เทศกาลหมอกควันเชียงใหม่ แจ้งเตือนหลายพื้นที่อาจเผชิญฝุ่น PM2 . 5

Published: 20260222T040000Z

dailynews.co.thabout 19 hours ago
อนุทิน ลั่นระฆังยังไม่นับหนึ่งปิดดีลตั้งรัฐบาลได้อย่างไร ขอรอสถานการณ์นิ่งก่อน

Published: 20260221T163000Z

dailynews.co.thabout 19 hours ago
อลงกรณ์ เตือน 5 อุตสาหกรรมไทยสะเทือนหลัง ทรัมป์ แพ้คดีภาษี

Published: 20260221T163000Z

dailynews.co.th1 day ago
ทรัมป์เดินหน้าดันสหรัฐสู่สงครามกับอิหร่าน เมินที่ปรึกษาเตือนให้เร่งกู้เศรษฐกิจ

Published: 20260221T101500Z