ryt9.com · Feb 16, 2026 · Collected from GDELT
Published: 20260216T070000Z
หลังผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยคว้าชัยด้วยคะแนนเสียง 193 ที่นั่ง ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า จะจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ สร้างความต่อเนื่องของนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน และลดความเสี่ยงเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยลงได้บ้างโดยรัฐบาลใหม่มีแนวโน้มจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในเดือน พ.ค. ส่งผลให้กระบวนการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณ 2027 จะล่าช้าไม่มากเพียง 1-2 เดือน ใกล้เคียงกับที่ SCB EIC ประเมินไว้ก่อนการเลือกตั้ง จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสมมติฐานทางเศรษฐกิจปี 2026 ในกรณีฐานของ SCB EIC ที่ประเมินเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.5% มากนักSCB EIC ประเมินว่าหากรัฐบาลสามารถผลักดันชุดนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะกลาง ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่น รวมถึงบริหารงบประมาณและปฏิรูปการคลังอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังในยามวิกฤติและลดความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของประเทศ จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป*คาดรัฐบาลใหม่เริ่มงาน พ.ค. ดันงบฯปี 70 ล่าช้าเพียง 1-2 เดือนSCB EIC ประเมินว่าการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลครั้งนี้จะใช้เวลา 5 เดือน (2+2+1) โดย 2 เดือนแรกเป็นระยะเวลาตั้งแต่ยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. 68 ถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 และประเมินว่าจะใช้เวลาอีก 2 เดือนในการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ และอีก 1 เดือนในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ถวายสัตย์ปฏิญาณ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มรูปแบบภายในเดือน พ.ค.โดยปกติแล้วการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจะส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลลดลง โดยเฉพาะงบลงทุน และมีความเสี่ยงประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณปีถัดไปล่าช้า อย่างไรก็ดี ผลกระทบการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลรอบนี้จะไม่รุนแรงนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการเร่งอนุมัติโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลดำเนินการไว้ก่อนยุบสภาสำหรับกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 70 มีแนวโน้มประกาศใช้ได้ในเดือน พ.ย. 69 ล่าช้าเพียง 1-2 เดือนจากกำหนดการปกติที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 69 ใกล้เคียงกับที่ SCB EIC ประเมินไว้ก่อนเลือกตั้ง เนื่องจากช่วงระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและช่วงเวลาการจัดทำรายละเอียดงบประมาณขนานกัน โดยผลการเลือกตั้งที่ออกมานี้จึงลดความเสี่ยงด้านลบจากกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 70 ที่จะล่าช้าออกไปมาก*ใช้นโยบาย "10 พลัส" หนุน GDP โตกว่า 3% ยังมีความท้าทายสูงบนข้อจำกัดทางการคลังพรรคภูมิใจไทย ตั้งเป้ายกระดับให้เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวสูงกว่า 3% อีกครั้ง ผ่านชุดนโยบาย 10 พลัส ซึ่งครอบคลุมการฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตระยะยาว และกระจายรายได้ลดความเหลื่อมล้ำ โดยแบ่งเป็น 2 เสาหลัก ได้แก่1. โอบอุ้มรากฐาน สร้างความทั่วถึง : (1) คนตัวเล็ก ตัวน้อย พลัส ปิดหนี้ คนละครึ่งพลัส (2) ผู้สูงวัย พลัส พัฒนาทักษะ สร้างรายได้ มีคนดูแล (3) ชุมชน พลัส ท่องเที่ยวเมืองรอง ผลิตของที่ใช่ขายของที่ชอบ(4) การศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรีผ่านแพลตฟอร์ม มีงานทำ (5) เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส เงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เข้าถึงงานภาครัฐ2. ยกระดับศักยภาพการแข่งขันประเทศในระยะยาว : (6) ลงทุน พลัส เพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 30% ของ GDP เน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (7) เศรษฐกิจสีเขียว พลัส มุ่ง Net zero ตลาดคาร์บอน (8) ดิจิทัล AI พลัส พัฒนาทักษะ สร้างรายได้ (9) Trade พลัส อัปเกรดการผลิต ยึดตลาดโลก (10) Thailand พลัส รัฐฉับไว อนุมัติไวข้อสังเกตของ SCB EIC ต่อชุดนโยบายนี้ คือ- ทิศทางการดำเนินนโยบายยังไม่ชัดเจนนัก ชุดนโยบาย 10 Plus นี้ ครอบคลุมนโยบายมากกว่าชุดนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไว้พร้อมวงเงินที่ใช้ดำเนินการตามนโยบายหาเสียง ซึ่งมีเพียง 8 นโยบาย และยังไม่ครอบคลุมบางนโยบายที่ประกาศในเวทีหาเสียงบางโอกาส เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ขณะเดียวกัน นโยบายที่เสนอยังเป็นเพียงกรอบแนวคิดกว้าง เช่น ชุมชนพลัส ลงทุนพลัส Trade พลัส และไทยแลนด์พลัส ซึ่งแม้จะสะท้อนวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ แต่ยังขาดรายละเอียดเชิงปฏิบัติ กลไกการดำเนินงาน แนวทางบังคับใช้ ตลอดจนสิทธิประโยชน์และแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรมเพียงพอ ทำให้การประเมินผลบวกต่อเศรษฐกิจยังทำได้จำกัด ทั้งนี้ คาดหวังว่าทิศทางชุดนโยบายจะมีความชัดเจนขึ้นมากหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา- หลายนโยบายใน 10 พลัส พยายามตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างไทย เช่น การแก้ปัญหาหนี้ การสนับสนุน SME การปฏิรูปภาครัฐ การผลักดันดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว แต่หลายโครงการยังเน้นการให้เงินอุดหนุน ซึ่งเน้นประโยชน์ระยะสั้น เช่น คนละครึ่งพลัส หากพิจารณาเฉพาะ 8 นโยบายที่พรรคภูมิใจไทยนำเสนอกกต. วงเงิน 1.48 แสนล้านบาทต่อปี พบว่าราว 30% เป็นการให้เงินอุดหนุนโดยตรง- ข้อจำกัดด้านการคลังมากขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทย ณ สิ้นปีงบประมาณ 2025 อยู่ที่ 64.8% และมีแนวโน้มชนเพดาน 70% ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า ประกอบกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ 2 แห่ง Moodys (29 เม.ย. 2025) และ Fitch (24 ก.ย. 68) ได้ปรับลดมุมมอง (Outlook) เครดิตเรตติงของไทยเป็นลบ (Negative) แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัญหาการคลังดังกล่าว ซึ่งจะสร้างข้อจำกัดในการดำเนินชุดนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม และล่าสุด Fitch (11 ก.พ. 69) ได้เน้นย้ำความสำคัญของเสถียรภาพการเมืองและเสถียรภาพการคลังเป็นหัวใจสำคัญในการคงสถานะความน่าเชื่อถือของประเทศ- ความสำเร็จในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลบวกต่อเศรษฐกิจมีความท้าทาย รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญและความสมดุลระหว่างนโยบายกระตุ้นระยะสั้นและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ควบคู่กับการเร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือ รวมถึงบริหารงบประมาณและปฏิรูปการคลังอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังในยามวิกฤติและลดความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของประเทศอย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อสมมติฐานทางเศรษฐกิจปี 69 ในกรณีฐานของ SCB EIC มากนัก เนื่องจากใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ก่อนเลือกตั้งว่าจะมีรัฐบาลใหม่ที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ในเดือน พ.ค. และพ.ร.บ. งบประมาณปี 70 จะล่าช้าราว 1-2 เดือน แต่คะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทยที่สูงนี้ ลดความเสี่ยงเชิงลบทางการเมืองลง อย่างไรก็ดี ยังคงมีประเด็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอยู่ โดยเฉพาะประเด็นบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความไม่เชื่อมั่นในผลคะแนนการเลือกตั้งต่าง ๆ ประเด็นคดีทางการเมืองของพรรคก้าวไกลเดิม (พรรคปชน.) รวมถึงความเป็นไปได้ที่การจัดทำงบประมาณปี 70 จะล่าช้าเพิ่มเติม หากมีความพยายามผลักดันนโยบายหาเสียงของพรรคแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาล โดย SCB EIC อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจล่าสุดและจะเผยแพร่ประมาณการใหม่ภายในเดือน ก.พ. นี้