
posttoday.com · Feb 21, 2026 · Collected from GDELT
Published: 20260221T083000Z
ท่ามกลางบรรยากาศการจัดตั้งรัฐบาลที่พรรคภูมิใจไทยผงาดขึ้นมาด้วยจำนวน สส. ถึง 193 ที่นั่ง กลับมีกระแสคลื่นใต้น้ำที่โหมกระหน่ำใส่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างหนัก หน่วยงานอิสระที่ควรเป็นหลักประกันความเที่ยงธรรม กลับกลายเป็นจำเลยสังคมในประเด็น "ความผิดปกติ" ที่ส่อเค้าว่าอาจมีการวางกลไกเอื้อประโยชน์ทางการเมืองอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กระบวนการพิมพ์บัตรไปจนถึงการนับคะแนนที่เต็มไปด้วยข้อกังขา ปมบาร์โค้ด: กลไกคุมคะแนนหรือแค่ทางเทคนิค? ประเด็นที่แหลมคมที่สุดคือการปรากฏของ "บาร์โค้ดและ QR Code" บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงขั้น "ช็อกวงการ" เมื่อข้อมูลจากอดีต กกต. ระบุชัดว่าในขอบเขตการจัดจ้าง (TOR) เดิมไม่ได้มีการระบุให้ใส่รหัสเหล่านี้ไว้ แม้คำชี้แจงอย่างเป็นทางการจะอ้างว่าเพื่อความสะดวกในการสแกนและไม่สามารถระบุตัวตนได้ แต่ในทางปฏิบัติทางเทคนิค หากมีการนำบัตรเลือกตั้งไปเทียบกับ "ขั้วบัตร" ของเล่มนั้นๆ จะสามารถถอดรหัสรู้ได้ทันทีว่าผู้ใช้สิทธิ์คนดังกล่าวลงคะแนนให้ใคร สิ่งนี้สร้างความหวาดระแวงว่าอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ "หัวคะแนน" หรือกดดันผู้ลงคะแนนในพื้นที่อิทธิพล ซึ่งขัดต่อหลักการลงคะแนนลับโดยสิ้นเชิง สายสัมพันธ์ "บุรีรัมย์คอนเนคชั่น" ในโรงพิมพ์ ความเคลือบแคลงยิ่งทวีคูณเมื่อพิจารณาถึง "ต้นทาง" ของบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจัดพิมพ์โดยโรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน คลอง 6 โดยมีอธิบดีกรมการปกครองนั่งเป็นประธานคณะกรรมการ ประเด็นสำคัญคืออธิบดีท่านนี้มีดีกรีเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคภูมิใจไทย และเพิ่งได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายมาดำรงตำแหน่งในยุคที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล มีอำนาจบริหาร การวางตัวบุคคลที่มีความใกล้ชิดทางสายงานและการเมืองเข้าไปคุมกลไกการผลิตบัตรเลือกตั้ง จึงถูกมองว่าเป็น "ยุทธศาสตร์การวางคน" เพื่อคุมเกมตั้งแต่วันแรกที่หย่อนบัตรรอยร้าวใน กกต.: กลัวติดคุกตอนแก่ ความไม่ปกติไม่ได้มีเพียงปัจจัยภายนอก แต่ภายใน กกต. เองก็เกิดภาวะ "ความเชื่อมั่นล่มสลาย" มีรายงานถึงความขัดแย้งอย่างรุนแรงในการประชุมคณะกรรมการทั้ง 7 คน โดยเฉพาะกรรมการบางคนที่มักจะ "จดบันทึกความเห็นคัดค้าน" ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเสมอในมติที่สุ่มเสี่ยงต่อข้อกฎหมาย เพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันตนเองไม่ให้ต้องรับโทษอาญาหรือ "ติดคุกตอนแก่" สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่คนในกลไกตรวจสอบเองก็ยังไม่มั่นใจในความสะอาดบริสุทธิ์ของมติที่ออกมา บทสรุปแห่งศรัทธา เมื่อเหตุการณ์ไฟดับและการนับคะแนนที่คลุมเครือ ถูกนำมาขยายความรวมกับปมบาร์โค้ดและสายสัมพันธ์ของผู้ผลิต กกต. จึงหนีไม่พ้นข้อครหาว่าเป็น "นั่งร้าน" ที่ช่วยส่งเสริมให้พรรคภูมิใจไทยกวาดชัยชนะอย่างถล่มทลายแบบผิดปกติ หาก กกต. ไม่สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจด้วยหลักฐานที่ประจักษ์ต่อสายตาประชาชนได้ ชัยชนะ 193 ที่นั่งนี้อาจกลายเป็น "ชัยชนะบนกองทราย" ที่พร้อมจะทลายลง และบั่นทอนความชอบธรรมของรัฐบาลชุดใหม่ไปตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง แหล่งที่มา : เนชั่นอินไซต์ (คลิก)